กองทุนรวมหุ้นระยะยาว
(Long Term Equity
Fund) หรือ LTF
เป็นกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหุ้นโดยทางการสนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้ลงทุนสถาบัน
(ซึ่งก็คือกองทุนรวม) ที่จะลงทุนระยะยาวในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ตรวจสอบตัวเองก่อนการลงทุน LTF...
- ตอบตัวเองให้แน่ใจก่อนว่า
สามารถยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ในระดับสูง เนื่องจาก LTF จะนำเงินไปลงทุนในหุ้น
- พร้อมที่จะลงทุนในระยะยาว
ไม่ต่ำกว่า 5 ปี มีการจัดสรรเงินมาลงทุน
โดยคำนึงถึงหลักการกระจายความเสี่ยง (Asset Allocation)
มิใช่นำเงินลงทุนทั้งหมดที่มีมาลงทุนใน
LTF
หากคุณมีคุณสมบัติครบถ้วนตามนี้... LTF ก็น่าจะเป็นทางเลือกการลงทุนที่ดีที่จะนำพาคุณไปสู่ความมั่งคั่งและสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินในระยะปานกลางถึงระยะยาวได้เป็นอย่างดี
LTF คืออะไร...
LTF ย่อมาจากคำว่า “Long
Term Equity Fund” หรือเรียกใน ชื่อไทยว่า “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว”
เป็นกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหุ้นโดยทางการสนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้ลงทุนสถาบัน
(ซึ่งก็คือกองทุนรวม) ที่จะลงทุนระยะยาวในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ซึ่งการเพิ่มผู้ลงทุนสถาบันดังกล่าวจะช่วยให้ตลาดทุนไทยมีเสถียรภาพมากขึ้นสำหรับผู้ลงทุนใน
LTF ที่เป็นบุคคลธรรมดาจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อเป็นแรงจูงใจในการลงทุน
LTF เหมาะกับใคร
กองทุน LTF เหมาะสำหรับคนทุกกลุ่มที่ต้องการลงทุนในหุ้นระยะยาว
แต่อาจไม่มีความชำนาญเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น
หรือไม่มีเวลาติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิด
ซึ่งผู้ลงทุนจะต้องเข้าใจและยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุน
รวมทั้งเงื่อนไขเกี่ยวกับระยะเวลาในการลงทุนได้ นั่นก็คือ...
ลงทุนแล้วต้องถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีปฏิทิน
LTF มีข้อแตกต่างจากกองทุนรวมทั่วไปอย่างไร
หากลงทุนครบตามเงื่อนไขจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
ไม่สามารถโอน
จำนำ หรือนำหน่วยลงทุนไปเป็นหลักประกันได้
เป็นกองทุนเปิด
ซึ่งกำหนดให้ขายคืนหน่วยลงทุนได้ไม่เกินปีละ 2 ครั้ง
กองทุนรวม
LTF
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการออมหรือลงทุนระยะยาวเพื่อความมั่นคงในอนาคต
ในขณะเดียวกันก็ต้องการวางแผนภาษี ในแต่ละปีของตนเองให้ดีขึ้น คุณคงไม่อยากพลาด 2 กองทุนคู่หูที่ใครๆ
ก็พากันเรียกว่า “แฝดคู่สวยช่วยประหยัดภาษี”อย่าง “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” (Long
Term Equity Fund : LTF) และ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” (Retirement
Mutual Fund : RMF)
สิทธิประโยชน์ทางภาษีมีอย่างไรบ้าง
หากปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน
ผู้ลงทุนใน LTF จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีถึง
2 ทางด้วยกัน คือ เงินลงทุนในกองทุน LTF สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ในปีภาษีนั้น แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
กำไรที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน
(Capital Gain) ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้
ทั้งนี้ หากมีการลงทุนเกิน 15% ของเงินได้ หรือเกิน 500,000
บาท เมื่อขายคืนหน่วยลงทุนแล้วมีกำไร
ผู้ลงทุนจะต้องนำกำไรที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital Gain) นับเฉพาะเงินลงทุนส่วนที่เกิน ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย อย่างไรที่เรียกว่าผิดเงื่อนไขการลงทุนใน LTF การขายคืนหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนด 5 ปีปฏิทิน
ถือว่าผิดเงื่อนไขการลงทุน ทั้งนี้ กรณีผู้ลงทุนเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ
ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ จะไม่ถือว่าผิดเงื่อนไขการลงทุน
นโยบายการลงทุนเป็นอย่างไร
นโยบายการลงทุนของกองทุน
LTF คือ
เน้นลงทุนในหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน LTF แต่ละกองอาจมีรายละเอียดที่
แตกต่างกัน เช่น บางกองอาจเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม SET50 หุ้นตามกลุ่มอุตสาหกรรม
หรือลงทุนในหุ้นตามที่บริษัทจัดการเห็นควรก็ได้
ขึ้นอยู่กับรายละเอียดนโยบายการลงทุนของ LTF กองนั้นๆ
โดยอาจมีการจ่ายเงินปันผล
หรือไม่มีการจ่ายเงินปันผลคืนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนก็ได้
สำหรับกรณีที่มีการจ่ายเงินปันผล
ผู้ถือหน่วยลงทุนที่ได้รับเงินปันผลจะมีภาระภาษีที่ต้องจ่าย โดยสามารถเลือกหักภาษี
ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% หรือจะเลือกไม่หัก
ณ ที่จ่าย
แต่นำเงินปันผลที่ได้รับนั้นมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ประจำปีทีเดียวเลยก็ได้
เงื่อนไขการลงทุน
LTF เป็นอย่างไร
เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
การลงทุนใน LTF มีเงื่อนไขว่า...ต้องซื้อและถือหน่วยลงทุนของ
LTF ไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีปฏิทินโดยนับแยกกันไปในแต่ละก้อนเงินที่ลงทุน
และไม่จำเป็นต้องลงทุน อย่างต่อเนื่องทุกปี เช่น เงินลงทุนแต่ละยอดที่ซื้อในปี 2547
จะครบเงื่อนไขตั้งแต่เดือนมกราคม 2551 เป็นต้นไป
และส่วนที่ลงทุนในปี 2548 จะครบเงือนไขตั้งแต่เดือนมกราคม 2552
เป็นต้นไป ทั้งนี้ เงินลงทุนใน LTF จะต้องลงทุนภายในปี
2559
จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้ลงทุน
หากทำผิดเงื่อนไขการลงทุน
ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกต่อไป
และต้องดำเนินการดังนี้ต้องคืนเงินภาษีที่ได้รับยกเว้นไป พร้อมเงินเพิ่มในอัตรา 1.5% ต่อเดือน
โดยนับตั้งแต่เดือนเมษายนของปีที่ผู้ลงทุนยื่นขอยกเว้นภาษี
จนถึงเดือนที่มีการยื่นคืนเงินภาษี ดังนั้น
ผู้ลงทุนจึงควรยื่นขอคืนภาษีพร้อมเงินเพิ่มทันทีที่มีการทำผิดเงื่อนไขการลงทุน
โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงรอบชำระภาษีตามปกติต้องจ่ายภาษีสำหรับกำไรที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน
(Capital Gain) โดยนำกำไรที่ได้จากการขายคืนไปรวมเป็นเงินได้ของปีที่ขายคืนเพื่อเสียภาษีเงินได้
ซึ่งในทางปฏิบัติเมื่อผู้ลงทุนขายคืน บลจ. จะหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ของกำไรที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุนไว้ก่อน